ความสำคัญของเกาะเสม็ดต่อมนุษยชาติ

ทะเลเดดซี

ทะเลเดดซีตั้งอยู่ทางตอนใต้ของหุบเขาจอร์แดนน้ำทะเลที่ปกคลุมทะเลเค็ม 400 เมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเป็นจุดต่ำสุดในโลก ทัศนียภาพบนชายฝั่งเกาะเสม็ดอันน่าหลงใหล ทะเลเดดซีมีชื่อเสียงในด้านเกลือและแร่ธาตุพิเศษซึ่งหลายคนกล่าวว่าเป็นสารบำบัดตามธรรมชาติสำหรับปัญหาผิว สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ผู้คนจากทั่วโลกได้ไปเยือนเป็นเวลาหลายปีเพื่อรับการรักษาและเพลิดเพลินไปกับน้ำที่ผ่อนคลาย

กษัตริย์เดวิดเฮโรดพระเยซูและจอห์นแบ็พทิสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกาะเสม็ดเดดซีและสภาพแวดล้อม ผู้เผยพระวจนะรู้ผ่านเมืองโสโดมและเมืองโกเมรา ในระหว่างการพิชิตอียิปต์มีกล่าวว่าสมเด็จพระราชินีคลีโอพัตราได้รับสิทธิพิเศษในการสร้างโรงงานเภสัชกรรมและเครื่องสำอางในพื้นที่ ต่อมาผู้คุมค้นพบคุณค่าของน้ำมันดินที่สกัดจากทะเลเดดซีและจำเป็นสำหรับชาวอียิปต์ในการมอดดามัมมี่ อริสโตเติลเขียนเกี่ยวกับน่านน้ำที่โดดเด่น ในยุคโรมันตั้งรกรากอยู่ในบนฝั่งทะเลเหนือของทะเลเดดซีเป็นสถานที่หลบภัยและความสูงของกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านกบฏของชาวยิวได้ยื่นมือออกมาต่อต้านกองกำลังของความห่างไกลของภูมิภาคนี้ดึงดูดพระสงฆ์กรีกออร์โธดอกซ์ตั้งแต่ยุคไบแซนไทน์ อารามของพวกเขาเช่นนักบุญจอร์จในและในทะเลทรายเป็นสถานที่แสวงบุญ ชาวเผ่าเบดูอินอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่องและนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนก็มาถึงการวิเคราะห์แร่ธาตุและทำการวิจัยในสภาพภูมิอากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ปี 1960 นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็ได้สำรวจเกาะเสม็ด

จุดต่ำสุดบนโลก

ทะเลเดดซีเป็นจุดต่ำสุดของโลก 400 เมตรหรือ 1,320 ฟุตใต้ระดับน้ำทะเล และล้อมรอบด้วยเทือกเขาจูเดียนทางทิศตะวันตก ราชอาณาจักรฮาเร็มของจอร์แดนและเทือกเขาโมอับทางทิศตะวันออกคือหุบเขาจอร์แดนและเกาะเสม็ดกาลิลีทางตอนเหนือและทะเลทรายเนเกิลและทะเลแดงทางใต้

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.koh-samet.org

สบู่รักษาสิวช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง

น้ำมันหอมระเหยมักเพิ่มก่อนผสมสบู่ สบู่รักษาสิวแต่ละชุดจะต้องใช้เพียงไม่กี่หยดน้ำมัน นอกเหนือจากการทำให้แน่ใจว่ากลิ่นหอมผสมผสานกันเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันไม่มีผลเสียต่อสบู่เนื่องจากบางครั้งอาจมีส่วนผสมบางอย่าง เพื่อป้องกันการสูญเสียให้ทดลองใช้ชุดตรวจสอบและตรวจสอบสบู่รักษาสิวเพื่อดูว่ามันตอบสนองได้ดีเพียงใด เมื่อไม่แน่ใจศึกษาสูตรสบู่ต่างๆและดูว่าน้ำมันมีการผสมลงในสบู่รักษาสิวและในปริมาณเท่าใด นี้ควรให้คำแนะนำที่ดีในการใช้น้ำมันเหล่านี้ น้ำมันหอมระเหยสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของสบู่ได้จริงๆ นี่คือรายการของน้ำมันสบู่โฮมเมดใช้น้ำมันเหล่านี้ในสูตรสบู่รักษาสิวต่างๆ ที่คุณสามารถหาได้จากซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ส่งเสริมให้เราทุกคนทำสบู่โฮมเมดสุดหรู

เดินลงช่องใด ๆ ในร้านเสริมสวยหรือเครื่องสำอางและส่วนอาบน้ำในตลาดใหญ่ เกือบทุกผลิตภัณฑ์ที่คุณเห็นจะมีวันหมดอายุ มักจะพูดว่าดีที่สุดก่อน หรือใช้ภายในเดือน / ปีหลังจากเปิดเนื่องจากสบู่รักษาสิวทางการค้าหมดอายุลงหลายคนที่ทำสบู่ที่บ้านหรือกำลังเริ่มทำธุรกิจสบู่รักษาสิวโฮมเมดถามคำถามว่าสบู่หมดอายุหรือไม่ ตามด้วยสบู่ของฉันจะหมดอายุเมื่อใด

คำถามเกี่ยวกับเมื่อสบู่รักษาสิวหมดอายุได้เสมอยุ่งยาก ขั้นแรกให้ทำความเข้าใจว่าสบู่ทางการค้าทำเป็นชุดใหญ่และดังนั้นจึงไม่ได้รับการดูแลและให้ความสนใจเหมือนกันว่าสบู่รักษาสิวโฮมเมดจะได้รับ ประการที่สองเนื่องจากแบทช์มีขนาดใหญ่และเนื่องจากเป็นธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่บริษัทต่างๆ มักต้องใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของตนยืดออกไปอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ในกรณีของสบู่คำถามของสบู่รักษาสิวหมดอายุจะตอบด้วยง่ายมากใช่

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.adayfusionsoap.com

#สบู่รักษาสิว

เทคโนโลยีชีวภาพพืช GMOs

biotechnology

สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (อังกฤษ: Genetically Modified Organisms – GMO) คือสิ่งมีชีวิตที่องค์ประกอบทางพันธุกรรมถูกดัดแปลงโดยใช้กลวิธีทางพันธุวิศวกรรมที่เรียกว่าเทคโนโลยีการรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ (DNA Recombinant) ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว โมเลกุลดีเอ็นเอจากต้นกำเนิดต่างๆ กันจะถูกรวมเข้าด้วยกันในหลอดทดลอง แล้วใส่ลงไปในโมเลกุลหนึ่งตัวเพื่อสร้างยีนขึ้นมาใหม่ จากนั้นดีเอ็นเอที่ถูกดัดแปลงก็จะถูกถ่ายลงไปในสิ่งมีชีวิต ทำให้เกิดการแสดงลักษณะที่เกิดขึ้นจากการดัดแปลงที่แปลกใหม่ นิยามของคำว่า GMO ในอดีตถูกใช้เพื่อเรียกสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดแต่งทางพันธุกรรมผ่านการผสมข้ามพันธุ์ที่นิยมปฏิบัติกันทั่วไป หรือการผสมพันธุ์แบบมิวเตเจนีซิส (การให้กำเนิดแบบกลายพันธุ์) เนื่องจากวิธีการเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการค้นพบเทคนิคการรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ

หลักการทั่วไปของการผลิต GMO คือการเติมองค์ประกอบทางพันธุกรรมเข้าไปในจีโนมของสิ่งมีชีวิตเพื่อสร้างลักษณะใหม่ขึ้นมา การศึกษาทางด้านพันธุวิศวกรรมทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายประการด้วยกันรวมไปถึงการค้นพบดีเอ็นเอและการสร้างแบคทีเรียตัวแรกที่ถูกรีคอมบิแนนท์ใน พ.ศ. 2516 เป็นแบคทีเรียอีโคไลที่แสดงยีนแซลมอนเนลลาออกมา ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงกันในแวดวงนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากพันธุวิศวกรรม ซึ่งนำไปสู่การถกประเด็นอย่างละเอียดในการประชุมอสิโลมาร์ที่เมืองแปซิฟิกโกรฟ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา คำแนะนำที่สรุปได้จากการประชุมเสนอว่าให้รัฐบาลทำการเฝ้าสังเกตการวิจัยรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอจนกว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้ถูกรับรองว่าปลอดภัย จากนั้นเฮอร์เบิร์ต บอยเออร์ได้ทำการก่อตั้งบริษัทแห่งแรกที่ใช้เทคโนโลยีการรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ คือบริษัทจีเน็นเทค และใน พ.ศ. 2521 ทางบริษัทจึงประกาศถึงการสร้างแบคทีเรียสายพันธุ์อีโคไลที่สามารถผลิตอินซูลินที่เกิดจากโปรตีนในร่างกายมนุษย์ได้

ในปี พ.ศ. 2529 บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพขนาดเล็กชื่อว่า Advanced Genetic Sciences แห่งเมืองโอ๊คแลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการทดลองภาคปฏิบัติเพื่อตรวจสอบว่าแบคทีเรียที่ได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรมแล้วจะสามารถป้องกันพืชจากความเสียหายที่เกิดจากแบคทีเรียไอซ์ไมนัสได้หรือไม่ ซึ่งการทดลองนี้ถูกชะลอไปหลายต่อหลายครั้งจากคู่แข่งในวงการเดียวกัน ในปีเดียวกัน การทดลองภาคปฏิบัติโดยบริษัท Monsanto เพื่อทดสอบว่าจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรมสามารถป้องกันแมลงได้หรือไม่ ได้ถูกยกเลิกไป

7 กลยุทธ์ทำธุรกิจโรงแรมให้ยั่งยืน

d0720ss3-2

  1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.1 การออกแบบตัวโรงแรม ไม่จำเป็นต้องหรูหราเทียบชั้นโรงแรม 5 ดาว หรือ 6 ดาว แต่ควรออกแบบและตกแต่งให้เรียบง่าย แต่ดูดี เพื่อดูแลทำความสะอาดได้ง่าย และที่สำคัญ ซ่อมบำรุงรักษาได้ง่ายด้วย โดยหากมีพื้นที่ ควรจะมีสวนเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่มาก เพราะจะมีต้นทุนในการดูแลสูง ซึ่งการออกแบบให้เรียบง่าย ดูดี ดูแลง่าย จะช่วยให้นักลงทุนโรงแรมขนาดเล็ก ยังคงรักษาสภาพของโรงแรมนั้นๆ ให้อยู่ในสภาพที่ดีได้เสมอ ภายใต้ต้นทุนในการดูแลที่ไม่สูงนัก เพราะหากออกแบบให้หรูเลิศเกินไป อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลอาคารสูง และถ้าเจ้าของโรงแรมไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ ท้ายที่สุด ตัวอาคารจะทรุดโทรม

1.2 การดูแลรักษาตัวอาคาร เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก เพราะโรงแรมเกิดใหม่มีจำนวนมาก แข่งขันด้านราคาก็สูง ควรวางงบประมาณในการดูแลรักษาอาคารไว้ทุกปี และกำหนดการปรับปรุงตัวอาคาร เช่น ทาสีใหม่ทั้งนอกอาคาร และในห้องพักในทุก 3 ปี หรือ 5 ปี ซึ่งในระยะหลัง กรณีการทาสี เริ่มหันมานิยมติดวอลล์เปเปอร์แทนการทาสี

  1. กลยุทธ์ด้านราคา (Price Strategy) มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ พอๆ กับกลยุทธ์ด้านการบริการ ซึ่งในส่วนของราคาจะผันแปรตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ฤดูกาลท่องเที่ยว ทำเลของโรงแรมนั้นๆ และคุณภาพของการบริการ โดยก่อนการลงทุน ควรศึกษาอัตราค่าเข้าพักในย่านนั้นๆ ก่อน จึงจะนำมาเป็นแนวทางให้การออกแบบและกำหนดราคาค่าเข้าพัก ซึ่งถ้ามีการบริการที่ดี อยู่ในทำเลที่ดีแล้ว มีโอกาสที่อัตราค่าเข้าพักจะสูงกว่าคู่แข่งในย่านเดียวกันได้
  2. กลยุทธ์ด้านทำเล (Place Strategy) ถือเป็นหัวใจอันดับต้นๆ ของธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ที่ควรอยู่ใกล้ศูนย์กลางการท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นๆ ใกล้ตลาด ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวก โดยข้อดีของการสร้างโรงแรมอยู่ในย่านแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่ก็ทำให้ผู้เข้าพักเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งหากแข่งขันในด้านทำเลได้แล้ว ถ้าพัฒนาด้านคุณภาพในการบริการให้ดีกว่าคู่แข่ง ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าทั้งในด้านอัตราค่าเข้าพัก และจำนวนผู้เข้าพัก
  3. กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด (Promotion Strategy) ในทีนี้ ไม่ได้หมายถึงการหั่นราคาค่าเข้าพัก หรือการทำโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมเหมือนสินค้าคอนซูเมอร์ แต่หมายถึงการทำตลาดเพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า โดยในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวนั้น สัดส่วนมากกว่า 95% พึ่งพาสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

ดังนั้น ควรศึกษาการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตทุกรูปแบบให้เป็นประโยชน์ เริ่มจาก ควรมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram เพื่อกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมาย เรียนรู้การใช้เว็บไซต์เกี่ยวกับการจองห้องพัก เช่น Agoda, Tripadvisor, Hotelscombined, Booking เป็นต้น รวมถึง เว็บไซต์จองที่พักในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ว่ามีเงื่อนไขในการฝากห้องพักอย่างไร เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสียของเว็บไซต์เหล่านี้ และเลือกให้เหมาะสมกับโรงแรมของตัวเอง

  1. กลยุทธ์ด้านพนักงาน (People Strategy) เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญเช่นกันของธุรกิจโรงแรม โดยไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ต้องมีพนักงานที่มีหัวใจในการให้บริการ หรือที่เรียกว่า “เซอร์วิส มายด์” (Service Mind) ฝึกฝนอบรมพนักงานอย่างหนักให้มีเซอร์วิส มายด์ ยิ้มแย้ม ทักทาย พูดจาสุภาพ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ สร้างความพึงพอใจให้ผู้เข้าพักสูงสุด ซึ่งธุรกิจโรงแรมมีความแปลกที่น่าสนใจ คือ ผู้เข้าพักจะยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น เพื่อได้คุณภาพการบริการที่ดีกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่มีจำนวนโรงแรมค่อนข้างมาก สิ่งที่จะชนะคู่แข่งได้ ไม่ใช่เรื่องอัตราค่าเข้าพักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเรื่อง คุณภาพการบริการจากพนักงานด้วย
  2. กลยุทธ์ด้านกระบวนการให้บริการ (Process Strategy) เป็นการส่งมอบคุณภาพในการให้บริการกับลูกค้าได้รวดเร็วและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer satisfaction) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ด้านพนักงาน โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก กระบวนการในการส่งมอบบริการจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการจองห้องพักทั้งผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และจองตรงกับทางโรงแรมผ่านทางโทรศัพท์ การให้ข้อมูล จนเมื่อถึงวันเข้าพัก กระบวนการในการเช็กอินต้องรวดเร็ว การจัดส่งกระเป๋าถึงห้องพัก บริการประสานงานกับแหล่งท่องเที่ยว ร้านสปา ร้านอาหาร บริการรถขับส่ง เป็นต้น
  3. กลยุทธ์ด้านกายภาพ (Physical evidence and presentation Strategy) สำหรับธุรกิจบริการแล้ว ลักษณะทางภายภาพ อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เช่น ปัจจัยด้านความสะอาด ความสะดวก หรือผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่งธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้ปัจจัยอื่นๆ เพราะลักษณะทางกายภาย มีส่วนที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ บรรยากาศของโรงแรม  สิ่งแวดล้อมบริเวณรอบข้าง มีความปลอดภัยหรือไม่ บรรยากาศห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ตมีให้บริการฟรี บริการด้านอาหารเช้า ระบบรักษาความปลอดภัย มีความจูงใจให้เกิดความอยากเข้าพัก

จากที่กล่าวมาใน 7 กลยุทธ์ หากให้สรุปสั้นๆ ถึงหัวใจที่จะทำให้โรงแรมประสบความสำเร็จ ขอมุ่งไปที่ 3 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ คุณภาพการบริการที่ดี ความสะอาด และความปลอดภัย หากมีครบทั้ง 3 ข้อ มั่นใจได้เลยว่า โรงแรมของคุณจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

 

ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจแก้ไขความยากจน

VIETNAM-POLITICS-PARLIAMENTการเรียนรู้ของชุมชนอย่างเป็นระบบ ทำแผนชีวิตของตนเองใหม่ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยกระบวนการดังกล่าวทำให้หลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพามาพึ่งตนเอง หลุดพ้นจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์เข้าสู่วัฒนธรรมข้อมูลความรู้ หลุดพ้นจากวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบรับมาเรียนรู้แบบรุก สืบค้น สำรวจ วิจัย แสวงหา พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง หลุดพ้นจากวิธีคิดและวิธีการจัดการแบบแยกส่วนมาคิดแบบเชื่อมโยงและบูรณาการและจัดการแบบผนึกพลัง ก่อให้เกิดผลไม่เพียงบวกแต่ทวีคูณกระบวนการพัฒนาที่มาด้วยการเรียนรู้เช่นนี้ทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยประเทศไทยได้เน้นมาแก้ไขปัญหาความยากจนที่เกิดจากปัจจัยภายในบุคคล โดยการเปิดโอกาสด้านต่างๆให้กับคนจนมากขึ้นทั้งโอกาสทางสังคม โดยการสร้างระบบประกันสังคมและระบบตาข่ายความคุ้มครองทางสังคมต่างๆ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจโดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ พัฒนาตลาด และให้เงินทุนกู้ยืมต่างๆ รวมถึงโอกาสทางการเมืองในแง่ของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

เนื่องจากจำนวนประชากรครัวเรือนยากจนยังคงมีสัดส่วนที่สูงภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ นับวันปัญหาความยากจนจะมีลักษณะซับซ้อน มีความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวมากขึ้น การดำเนินงานพัฒนาครัวเรือนผู้ด้วยโอกาสและยากจนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมสร้างรายได้แต่อย่างเดียวจำเป็นต้องนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ เพื่อสร้างความพร้อมให้กับชุมชนและครัวเรือนยากจน ต้องบูรณาการความรู้ทุกมิติทั้งด้านสังคม เทคนิควิธีการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การป้องกันดูแลรักษาสุขภาพและสวัสดิการชุมชน รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมกับชุมชนเป้าหมาย นอกจากนี้ยังต้องมีระยะเวลาดำเนินการเพียงพอสำหรับการพัฒนาศักยภาพครัวเรือนและชุมชนเป้าหมายให้สามารถดำเนินการพัฒนาด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

การสร้างโอกาสโดยการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนจนโดยกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนรวม เสริมสร้างเพิ่มพูนสินทรัพย์ของคนจน เช่น ที่ดินและการศึกษา และเพิ่มผลตอบแทนจากสินทรัพย์ด้วยการทำงานที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับกลไกตลาดการเสริมสร้างสิทธิและอำนาจของคนจน โดยทำให้กฎระเบียบของสถาบันของรัฐมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบสนองต่อคนจนมากขึ้น ส่งเสริมให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองและการตัดสินใจระดับท้องถิ่น ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินงาน เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชน บูรณาการการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

ชุมชนได้อาศัยและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการอยู่รอดของชีวิตมนุษย์

4มนุษย์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อาศัยและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการอยู่รอดของชีวิตมนุษย์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ดังนั้นการกระทำของมนุษย์จึงมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อม ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกกันว่าระบบนิเวศวิทยา ผลกระทบกระเทือนนั้นเป็นไปได้ทั้งในทางสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น หรือในทางทำลายให้เลวลง ผลกระทบกระเทือนนี้เกิดขึ้นทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม มีมากบ้างน้อยบ้าง

ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าเราต้องการรับประทานอาหาร เราต้องเอาพืช ผลไม้ จากในป่าหรือต้องใช้ที่ดินเพาะปลูก ถ้าเราต้องการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็จำเป็นต้องตัดต้นไม้ในป่าเอามาสร้างบ้านจะทำให้จำนวนต้นไม้ ป่าไม้ ลดลง และถ้าลดลงมาก ๆ จะทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุล ความสัมพันธ์ในระหว่างสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป ฝนอาจจะตกน้อยจนทำให้แห้งแล้ง หรืออาจจะเกิดน้ำท่วมได้ เพราะไม่มีป่าไม้ที่ช่วยทำให้น้ำถูกดูดซึมซับอยู่ใต้ดิน ในขณะเดียวกันถ้าเราช่วยกันปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะต้นเล็กหรือต้นใหญ่ก็ตามจะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนของเราดีขึ้น จะมีต้นไม้เขียวชอุ่มมาก ป่าไม้ก็อุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็มีส่วนทำให้ฝนตก ไม่แห้งแล้ง และยังช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้ เพราะน้ำจะถูกดูดซึมไว้ในป่าและถูกปล่อยให้เราได้ใช้กันตลอดทั้งปี ด้วยวิถีทางธรรมชาติ ต้นไม้ยังช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ด้วย เพราะในเวลากลางวันต้นไม้จะหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และคายก๊าซอ๊อกซิเจนออกมา ซึ่งเป็นก๊าซที่มนุษย์เราต้องการในการหายใจ นอกจากนี้ ต้นไม้ยังช่วยทำให้บ้านเมืองและชุมชนมีความสวยงามร่มเย็นน่าอยู่อาศัยมากขึ้น

ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ ณ ที่แห่งใด จะตั้งชุมชนใหญ่หรือเล็กก็ตาม ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอาศัยพึ่งพาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าจะมีมนุษย์อยู่เพียงคนเดียวในโลก สิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลายได้เหมือนกัน เป็นต้นว่า มนุษย์เก็บเกี่ยวเอาพืชพันธุ์ไม้และล่าสัตว์เป็นอาหาร ตัดไม้ในป่าเอามาสร้างที่อยู่อาศัยและทำเชื้อเพลิงและมนุษย์ก็ยังขับถ่ายของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม แต่มนุษย์เพียงคนเดียวก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่มีมนุษย์มากขึ้น ความต้องการใช้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มากขึ้นตามไปด้วย เพราะแต่ละคนต่างก็มีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมคนละมากบ้างน้อยบ้าง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วสิ่งแวดล้อมในชุมชนจะถูกทำลายอย่างมาก และปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด

ขั้นตอนการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสุขภาพของชุมชนสามารถทำได้หลายรูปแบบ

2

การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเจ้าหน้าที่สุขภาพ กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสาขาต่างๆ เช่น ครู พัฒนาชุมชน เกษตรชุมชน และองค์กรต่างๆ ในชุมชน โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น ทำบุญทอดกฐิน ปลูกต้นไม้ในชุมชน งานวันเด็กของโรงเรียน งานบวช และงานศพ เป็นต้น เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจ ที่มีต่อชาวบ้านในชุมชน และถ้าหากเป็นคนในท้องถิ่น และสามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ ก็จะยิ่งเป็นการดี ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกคุ้นเคย กับชาวบ้านมากขึ้น จนกลายเป็นความไว้วางใจ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่างๆ ของสถานีอนามัย

การสร้างแกนนำของชาวบ้าน หรือ “ทีมส่งเสริมสุขภาพชุมชน” ด้วยการจัดประชุม อาสาสมัครสาธารณสุข กรรมการชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน หรือกลุ่มอื่นๆ ที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งชาวบ้าน เพื่อเปิดกว้างให้กับคนในชุมชนทุกคน ได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะ อาสาสมัครสาธารณสุขเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องชี้แจงจุดประสงค์ ของโครงการ บทบาท และความสำคัญของแกนนำชาวบ้าน คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความสมัครใจ เสียสละ สามารถอุทิศเวลาให้กับส่วนรวมได้ และที่สำคัญ ต้องมีความสนใจในเรื่องของสุขภาพ ทั้งของตนเอง ครอบครัว และชุมชน เพื่อเป็นตัวอย่างด้านสุขภาพ ของคนในชุมชน สามารถกระตุ้น ชักจูงชาวบ้าน ให้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ และยินดีร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาของชุมชน และเป็นผู้นำในกิจกรรม การส่งเสริมสุขภาพของชุมชนได้การให้ความรู้แก่กลุ่มแกนนำชาวบ้าน เพื่อให้กลุ่มแกนนำได้เกิดแนวคิด เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการแก้ไขปัญหาชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชน และเป็นพื้นฐานในการทำงานต่อไป

ขั้นตอนการสร้างความตระหนัก ถึงปัญหาสุขภาพของชุมชน สามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ในที่นี้ขอเสนอด้วยวิธีการ ใช้ปัญหาเป็นหลัก ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาชุมชน โดยเริ่มจาก การมีส่วนร่วมสำรวจชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้รู้สภาพของ ปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง ตั้งแต่การสร้างแบบสำรวจ การกำหนดพื้นที่ และทีมงานสำรวจ การสำรวจ และการนำข้อมูลมาสรุป และมีเจ้าหน้าที่สุขภาพ เป็นพี่เลี้ยง ช่วยตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล การระบุปัญหา และสาเหตุของปัญหา โดยกลุ่มแกนนำเป็นผู้นำเสนอข้อมูล ที่ได้จากการสำรวจ ต่อที่ประชุมชาวบ้าน และเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เสนอความคิดเห็น และปัญหาเพิ่มเติม เพื่อสรุปออกมา เป็นปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาสำคัญ มาค้นหาสาเหตุ สำหรับเป็นแนวทางในการแก้ไขต่อไป และการจัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา ด้วยการให้ที่ประชุมร่วมกัน จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ตามความรุนแรง และความต้องการของชุมชน เพื่อนำมาวางแผนต่อไป

กิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพชุมชนเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอล

ด้วยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพชุมชนเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้โครงการส่งเสริม และพัฒนาการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่รองรับความแตกต่างกัน ด้านพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายการทำงานผ่านกระบวนการ อบรมสัมมนา เชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น เพื่อพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถและทักษะใน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารเพื่อการพัฒนา มีความสามารถในการถ่ายทอด ความรู้สู่ชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือหลัก ของการพัฒนา การจัดการความรู้ ของชุมชน สร้างโอกาสในการพัฒนาตนเองพัฒนาอาชีพ และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันเพื่อ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่ง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดำเนินโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม
– เพื่อใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือหลักของการจัดการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อรองรับการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
– เพื่อพัฒนาศักยภาพด้าน ICT ให้บุคลากรของศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน เยาวชน กลุ่มอาชีพ เจ้าหน้าที่หน่วยงานระดับท้องถิ่น และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อประโยชน์เชิงอาชีพ รายได้ และการดำรงชีวิตประจำวันให้สามารถรู้เท่าทันโลก ไปพร้อมๆ กับการใช้อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคม เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล
– เพื่อสร้างผู้ชำนาญการประจำชุมชนให้สามารถถ่ายทอดความรู้ลงสู่ชุมชนส่งเสริมสังคม แห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
– สร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนโดยโครงการที่จัดทำโดยชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืนของศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน เพื่อเป็นการกระจายรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ต่อยอดสู่แนวทางการบริหารแบบพึ่งพาตนเอง

กฎหมายกำหนดให้มีการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างครบวงจร

5

วิสาหกิจชุมชน หมายถึง กิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าการให้บริการหรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใด หรือไม่เป็นนิติบุคคลเพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชนความหมายของวิสาหกิจชุมชนโดยสรุป คือ การประกอบการเพื่อการจัดการ “ทุนของชุมชน” อย่างสร้างสรรค์เพื่อการพึ่งตนเองทุนของชุมชนไม่ได้หมายถึงแต่เพียงเงิน แต่รวมถึงทรัพยากร ผลผลิต ความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ในชุมชนมีการรวมตัวกันเพื่อประกอบธุรกิจในระดับรากหญ้าอยู่มากมาย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ยังมีขนาดไม่ถึงวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือสหกรณ์ แต่เป็นธุรกิจที่สามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศได้ในระดับหนึ่ง ธุรกิจในระดับนี้ยังมีปัญหาที่ประสบอยู่ คือ ไม่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนอื่น ๆ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ การสนับสนุนจากภาครัฐไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง เนื่องจากข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย และความต้องการไม่ชัดเจนรัฐบาลจึงกำหนดให้มีการออกกฎหมายรองรับการประกอบการ

เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งจำนวนหนึ่งอยู่ในระดับที่ไม่พร้อมจะเข้ามาแข่งขันทางการค้า ให้ได้รับการส่งเสริมความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น การสร้างรายได้ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การพัฒนาความสามารถในการจัดการ และพัฒนารูปแบบของวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการของหน่วยธุรกิจที่สูงขึ้น ระดับปฐมภูมิ ส่งเสริมการจัดตั้ง การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย ในการนำทุนชุมชนมาใช้เหมาะสม การร่วมมือกันในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ระดับสูงขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การรักษาคุณภาพ การศึกษาวิจัยเทคโนโลยีและการตลาด การสร้างความเชื่อถือทางธุรกิจ และความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค การประสานงานแหล่งเงินทุน เพื่อให้สามารถเป็นผู้ประกอบการหรือพัฒนาไปสู่การประกอบธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง ต่อไปการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน รัฐจะให้การสนับสนุนการจัดตั้งการประกอบการ การตลาด ความสัมพันธ์และความร่วมมือกันระหว่างเครือข่าย หรือภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่น เพื่อขยายและสร้างความมั่นคงให้แก่กิจการวิสาหกิจชุมชน

การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สมบรูณ์

13

ชุมชน หมายถึง กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่รวมตัวกันขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัยร่วมกัน มีการทำกิจกรรมร่วมกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันและมีความเอื้ออาทรต่อกันเป็นต้น ในแต่ละชุมชนนั้นควรจะมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่ ความพอใจและความต้องการ  ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรต้องเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว เกิดมลพิษขึ้นเกือบทุกด้าน ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยก็คือ ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่เกิดมลพิษนั้นๆ นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดการแย่งชิงเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เหลืออยู่ สร้างปัญหาความขัดแย้งขึ้นในสังคม ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ หากทุกคนในชุมชนร่วมในกันเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นอย่างจริงจัง ทั้งที่ลงมือกระทำด้วยตนเองตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะสามารถฟื้นฟูบูรณะให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถิ่นกลับคืนสภาพมาอย่างเดิมได้ ลดขยะในชุมชน

การจัดงานรื่นเริงหรือกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน หากมีการตกแต่งสถานที่ควรคำนึงถึงเรื่องดังนี้ตกแต่งด้วยวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายและภาระต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่สามารถใช้ได้หลายครั้ง และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่ใช้โฟมในการตกแต่งใช้ต้นไม้ วัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ดอกไม้สด ในการตกแต่งสถานที่ให้มากที่สุดในพื้นที่ของชุมชนแต่ละแห่งนั้น ควรจัดให้มีป้านรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ข้อมูลหรือเตือนใจแก้ผู้พบเห็น โดยติดตั้งแบบถาวรควรคำนึงถึงความเหมาะสมสวยงาม จะสามารถกระตุ้นเตือนให้คนในชุมชนตระหนักถึงความร่วมร่วมใจกัน รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมและวัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น นอกจากจะเป็นสมบัติที่น่าภาคภูมิใจของชุมชนท้องถิ่นแล้ว ยังก่อผลเศรษฐกิจของท้องถิ่นอีกด้วย การร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์ทรัพยากรท้องเที่ยวให้คงอยู่อย่างยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเช่นช่วยกันรักษาสภาพธรรมชาติให้คงความสมบูรณ์ไว้มากที่สุดบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งโบราณสถานอย่างถูกวิธี เพื่อให้คงอยู่คู่ชุมชนตลอดไปรณรงค์ส่งเสริมและฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นรักษาศิลปหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของท้องถิ่น โดยอาจนำมาผลิตเป็นสินค้าที่ระลึก

ชุมชนก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ

9

เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มนุษย์ก็จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม สร้างบ้านเรือนแหล่งที่อยู่อาศัย ทำไร่ทำนาเลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมร่วมกัน และมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มในลักษณะนี้เรียกว่าชุมชนภายหลังจากที่มนุษย์รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม โดยเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยแล้ว มนุษย์ก็ได้เริ่มจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำรงชีพ ความสะดวกสบาย ในความเป็นอยู่และความปลอดภัยในชีวิต สิ่งรอบ ๆ ตัวที่มนุษย์เข้าไปจัดการนั้น บางครั้งมนุษย์แสวงหามาเอง บางครั้งสร้างให้มันเกิดขึ้น และบางครั้งก็ตกแต่ง ดัดแปลงปรับปรุง และใช้ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่เองนั้น ในลักษณะที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของชุมชน

สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์ภายในบริเวณชุมนุมชนมีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไว้ในชุมชน รวมเรียกกันว่าสิ่งแวดล้อมชุมชนอาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ อาจจะเป็นสิ่งที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้แต่ทุกอย่างจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเป็นวงจรสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นชุมชน โดยมีขนบธรรมเนียบประเพณี ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นและข้อจำกัดทางธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์และเป็นหลักสำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เพื่อให้เกิดการดำรงชีวิตอย่างผาสุกและเสริมสร้างคุณภาพแห่งชีวิต

ในแต่ละชุมชนก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ทัศนคติ และนิสัยใจคอของผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชนด้วย เช่น บางแห่งอาจอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ บางแห่งอาจมีความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลและบางแห่งก็สลับซับซ้อนด้วยทิวเทือกเขา มีภูเขามาก สิ่งแวดล้อมในบางแห่งเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว บางแห่งก็เหมาะที่จะใช้ทำการเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละชุมชนต่างได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันไป ตามลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ และโดยความเป็นจริงแล้วสิ่งแวดล้อมได้ให้ประโยชน์แก่คนในชุมชนนั้นอย่างมากมายมหาศาล เราใช้สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต เป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพ ให้เป็นกฎเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิตของสังคม ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งรวมของความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งที่เราสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติได้

การจัดตังสหกรณ์ชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ

สหกรณ์ เป็นองค์การธุรกิจซึ่งต้องการช่วยเหลือคน จึงไม่สร้างข้อกีดกันหรือข้อจำกัดในเรื่องสังคม การเมือง หรือศาสนาของบุคคลมาเป็นเงื่อนไข การสมัครเข้าเป็นสมาชิกถ้าหากเขาสามารถดำเนินงานร่วมกันและใช้บริการของสหกรณ์ได้โดยสุจริตใจ รวมทั้งยอมรับกติกา กฎเกณฑ์ และความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกด้วยความเต็มใจ สหกรณ์ก็พร้อมที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น เพราะสหกรณ์ต้องการรวมคนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัด การมีสิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการจึงมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงมีสิทธิในการเลือกหรือได้รับเลือกเป็นกรรมการเช่นเดียวกัน และโดยที่สหกรณ์มุ่งหวังที่จะรวมคนมากกว่าการรวมทุน สหกรณ์จึงถือว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิกมีความสำคัญต่อสหกรณ์เท่ากัน การออกเสียง เพื่อการลงมติใดๆก็ตาม

ชุมชนมีวัฒนธรรมของตนอยู่แล้ว มีระบบคุณค่าที่รวบรวมมาได้จากประวัติศาสตร์ เป็นบทสรุปของความคิดและการปฏิบัติของชุมชนนั้นๆ เป็นวิถีชีวิตและทิศทางของการพัฒนาชุมชนที่ชาวบ้านสรุปขึ้นมา แกนกลางของวัฒนธรรมชุมชนคือ การให้ความสำคัญแก่ความเป็นคน และแก่ความผสมกลมกลืนกันในชุมชนการที่ชุมชนหรือหมู่บ้านอยู่มาได้เป็นเวลาช้านานเพราะว่ามีความผสมกลมกลืนกันในชุมชน ทั้งในขณะปัจจุบันระหว่างสมาชิกด้วยกันและหากนับย้อนขึ้นไปสมาชิกก็มีบรรพบุรุษร่วมกันด้วย การพัฒนาชุมชนจึงต้องเริ่มจากฐานวัฒนธรรมชุมชนซึ่งเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของชาวบ้าน ถ้ามีวัฒนธรรมชุมชนเข้มแข็ง การรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อทำกิจกรรมจะสำเร็จได้ไม่ยาก การต่อต้านการ เอารัดเอาเปรียบจากภายนอกจะกระทำได้

การจัดตั้งทุนที่จะนำมาบริหารจัดการของสหกรณ์จะได้มาจากการออมของชาวบ้านด้วยกันเอง เป็นเงินที่หมุนเวียนในชุมชนและมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับสภาพฐานะและรายได้ของชาวบ้าน ให้คนในชุมชนได้ดูแลกันเอง เพราะชาวบ้านจะรู้จักกันหมดว่าครอบครัวไหนทำอาชีพอะไรและจะมีรายได้ต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ การกู้เงินจะนำไปใช้จ่ายอะไร จำเป็นหรือไม่ ควรจะให้กู้หรือไม่ ส่วนผลกำไรที่เหลือเมื่อถึงสิ้นปีก็มีการปันผลคืนกลับสู่ชาวบ้านอีก ฉะนั้นเงินจะไม่สูญหายไปไหน นี่คือแนวทางที่จะนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ คือการใช้หลักของสหกรณ์ที่เน้นให้ทุกคนพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือชาวบ้านต้องมีจุดมุ่งหมายและความมุ่งมั่นว่าต้องการจะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้นอกระบบ แล้วหันมาใช้วิถีทางแบบสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและมีเป้าหมายชัดเจน

แนวทางในการพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต


ศูนย์การเรียนชุมชนเปรียบเทียบได้กับเป็นศูนย์รวมของชุมชน ด้วยเหตุผลของการจัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนเพื่อให้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยกันของสมาชิกในชุมชนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการเป็นแหล่งศึกษาและค้นคว้าหาความรู้อีกทั้งเป็นแหล่งนันทนาการของหมู่บ้านอีกด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ศูนย์การเรียนชุมชนจึงมีความเหมาะสม ที่จะส่งเสริมชุมชนจึงมีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงได้ โดยความร่วมมือขององค์กรหลายฝ่ายซึ่งสอดคล้องกันนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกันในการคิด วางแผนและแก้ไขปัญหาร่วมกัน แนวทางในการสร้างและพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้สามารถสนองความต้องการของชุมชนได้อน่างแท้จริงประกอบด้วยศูนย์การเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน การระดมพลังเพื่อการพัฒนารอบด้าน ข้อมูลชุมชน แผนพัฒนาชุมชนระดับหมู่บ้าน รวมทั้งการกำกับ ติดตามและประเมินผลด้วยตนเอง

ศูนย์เรียนรู้ชุมชน จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความต้องการของประชาชนในชุมชน เพราะจะเป็นสมบัติของชุมชน จึงควรนำแนวคิดเข้าเวที ประชุมประชาคมของหมู่บ้าน เผยแพร่ความคิด โน้มน้าวสร้างการยอมรับ และชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีแหล่งเรียนรู้ของชุมชน การจัดเก็บองค์ความรู้ ประวัติชุมชน และภูมิปัญญาของชุมชนอย่างเป็นระบบ การแสดงข้อมูลข่าวสารของชุมชนให้ได้เรียนรู้กันอย่าง ทั่วถึง รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการจัดระเบียบแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และให้เป็นไปตามกำลังที่ชุมชนจะสามารถดำเนินการได้ อีกทั้งให้มีขอบเขต และลักษณะตามความเห็นของชุมชน

กิจกรรมในศูนย์การเรียนตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแล้วย่อมสะท้อนให้เห็นว่าศูนย์การเรียนก็คือ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เนื่องจากกิจกรรมที่หลากหลาย สามารถสนองตอบประชาชนได้ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศและวัย อาทิ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาวิชาอาชีพ การจัดและส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เป็นเวทีเสนวนาเรื่องราวต่างๆของชุมชน และยังเป็นแหล่งนันทนาการของชุมชนอีกด้วยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการศูนย์การเรียนชุมชน สามารถดำเนินกิจกรรมภายในศูนย์การเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนจึงได้จัดทำเอกสาร “นวทางการพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การใช้ประโยชน์จากศูนยการเรียนไอซีทีให้แก่ชุมชน

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยได้ทำการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ในชุมชนต่างๆ หลากหลายรูปแบบ กระจายทั่วประเทศไทย กว่า 280 แห่ง และยังมุ่งสร้างแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชน โดยการสร้างต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนอำเภอละ 1 แห่งในระยะเริ่มต้น

นอกจากการพัฒนาการแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนผ่านเครื่องมือ ICT แล้ว  ได้พยายามสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมผ่านเครื่องมือสื่อใหม่ หรือ ICT โดยอาศัยแนวคิดโลกไร้พรมแดน มุ่งเพื่อสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนสินค้า ภูมิปัญหา และสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ การประยุกต์ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เข้ากับวิถีชุมชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการจัดเก็บข้อมูลชุมชน การประชาสัมพันธ์ชุมชน สินค้า ภูมิปัญญาผ่าน WEB 2.0 เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการช่วยเหลือ เกื้อกูลผ่านอินเทอร์เน็ต และสร้างมูลค่าสินค้า บริการของชุมชนผ่านแนวคิด Social Networking นอกจากนี้ ยังได้เน้นการให้ข้อมูลชุมชนแก่ตลาดโลกผ่านเครื่องมือ Search Engine ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก ด้วยการนำเสนอข้อมูลชุมชนผ่านสื่อต่าง ได้แก่ เว็บไซต์ชุมชน ภาพ วิดีโอ บทวิจารณ์ ฯลฯ เพื่อเป็นการเปิดตลาดแนวใหม่ให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับการใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชนนั้น ก็นับว่าไม่ต่างไปจากศูนย์เรียนรู้ในลักษณะต่างๆของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ชุมชนร่วมตัวกันจัดตั้งกันขึ้นมากเอง ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ฯลฯ  ศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชน ก็นับว่าเป็นศูนย์น้องใหม่ที่ได้รับความสนใจทั่วโลก เพราะความเจริญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ได้ย่อโลกทั้งใบให้เป็นหมู่บ้านเดียวกัน (Global village)   ดังนั้น การใช้ ICT เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของการพัฒนา จึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ชุมชนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ต่อไป ดังนั้นจึงขอสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้ศึกษา และบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนในลักษณะรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราในการที่จะใช้เป็นฐานคิดในการปรับใช้กับศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชนของพวกเราต่อไป

ลักษณะศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่สามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้
การพิจารณาลักษณะศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่สามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ควรมีกรอบคิด ดังนี้
1. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนได้ร่วมกันกำหนด และจัดวางไว้
2. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นต้องสามารถให้ความรู้ หรือให้บริการเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การใช้วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ และกำลังแรงงานในท้องถิ่น
3. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความสามารถในด้านการบริหารจัดการ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสมาชิกในกลุ่ม
4. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นต้องมีการบริหารจัดการในลักษณะที่ส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน และเอื้อประโยชน์กับคนกลุ่มต่างๆ ตามระดับการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน และยุติธรรม
5. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูล หรือกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของชุมชน เพื่อความเท่าทันกับกระแสต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
6. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นไม่ควรมีการดำเนินงานที่ยุ่งยาก ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนสามารถกระจายความรับผิดชอบให้แก่กลุ่มต่างๆ และบุคคลอื่นๆ ในชุมชนได้อย่างทั่วถึง
7. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับชุมชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีลักษณะเป็นองค์รวมของข้อมูลจำเป็นของชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ข้อมูลในส่วนที่ตนเองต้องการได้

ความสำคัญของเทคโนโลยีต่อแหล่งการเรียนรู้ชุมชน

การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมอย่างมาก เทคโนโลยีและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคม ทั้งด้านความเป็นอยู่ การสื่อสาร การทำงาน การคมนานคมและการขนส่ง ธุรกิจและอุตสาหกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา

ในปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และการสื่อสารได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า “นาโนเทคโนโลยี” (Nanotechnology) ทำให้การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างฉับพลันผ่านทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลกและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงสารสนเทศและบริการต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและไร้พรมแดน โดยอาจเรียกได้ว่าเป็น “สังคมอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “ชุมชนอิเล็กทรอนิกส์”

การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดความต้องการและการใช้สารสนเทศของบุคคลเพิ่มมากขึ้น สารสนเทศมีการใช้สารสนเทศเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง และนำความรู้ความเข้าใจมาตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทันเวลากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญไม่จำกัดเฉพาะนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ แต่มีความสำคัญกับบุคคลในทุกสาขาอาชีพและทุกวัย

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น การถอนเงินอัตโนมัติ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การประชุมทางไกล การศึกษาทางไกล ระบบห้องสมุดดิจิตอล การเข้าถึงบริการและสารสนเทศต่างๆ ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

สารสนเทศนอกจากมีความสำคัญต่อตัวบุคคลดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านวัฒนธรรม

ด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ ช่วยเหลือ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษา สารสนเทศที่ดีมีคุณค่าและทันสมัย จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้สารสนเทศที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ถูกต้องจากหลายแขนงวิชามาพัฒนาให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาได้

ด้านสังคม สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพส่วนบุคคลให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เราใช้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทั้งการประกอบอาชีพ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาชีวิต สารสนเทศช่วยขยายโลกทัศน์ของผู้ได้รับให้กว้างขวาง สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างมนุษยชาติ ช่วยลดความขัดแย้ง ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ด้านเศรษฐกิจ สารสนเทศมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบนฐานความรู้ หน่วยงานหรือผู้ประกอบการธุรกิจให้ความสำคัญกับ “การจัดการความรู้” เพื่อรักษาองค์ความรู้ขององค์กรไว้ สารสนเทศด้านธุรกิจการค้าจึงถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญในการแข่งขัน ทั้งนี้เพราะสารสนเทศช่วยประหยัดเวลาในการผลิต ลดขั้นตอน การลองผิดลองถูก อีกทั้งช่วยให้องค์กรได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตามความต้องการของตลาด

ด้านวัฒนธรรม สารสนเทศเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับความก้าวหน้าของอารยธรรม สารสนเทศช่วยสืบทอดค่านิยม ทัศนคติ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันดีงามของชาติ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ความสามัคคี ความมั่นคงในชาติ

←Older